โครงการ คนกล้าฯ มาเยี่ยมถึงบ้าน ของ ดร. เกริก มีมุ่งกิจ

บางคนอาจจะคิดว่าการได้มาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง ได้ทำงานที่แต่งตัวดีๆ มีคนนับหน้าถือตาเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับตนเองและครอบครัวได้ดีที่สุด แต่ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงแล้วก็ยังมีหลายคนที่เลือกจะหันหลังให้กับความสุขจอมปลอมแบบนี้และหันกลับมาใช้ชีวิตในสิ่งที่มนุษย์ควรจะเป็นนั่นก็คือการอยู่กับธรรมชาติและการเกษตรที่ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์มาอย่างช้านานเช่นเดียวกับ ดร. เกริก มีมุ่งกิจ

ก่อนที่จะมาทำความรู้จักกับโครงการ คนกล้าฯ มาเยี่ยมถึงบ้าน ที่จัดตั้งขึ้นโดย ดร. เกริก มีมุ่งกิจ อยากจะให้ทุกคนได้รู้จักกับโครงการเริ่มต้นของแนวทางนี้นั่นก็คือ โครงการ คนกล้าคืนถิ่น ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดย ดร. เกริก มีมุ่งกิจ ผู้ที่ก่อตั้งวนเกษตรเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว แต่สิ่งที่ ลุงเกริก คนนี้คิดอยู่เสมอก็คือ เขาเองไม่ใช่คนกล้าแต่เป็นครูที่สอนคนกล้าให้กลับบ้าน ด้วยประวัติของเขานั้น ลุงเกริก ยอมที่จะหันหลังให้กับการทำงานในกรุงเทพฯ ที่เงินเดือนของเขาเหยียบแสนบาท ในปี พ.ศ. 2550 และคิดว่าจะเริ่มทำวนเกษตรหรือสวนป่าในช่วงเวลาต่อจากนั้น และเริ่มต้นด้วยเงินในกระเป๋าเพียง 2,800 บาท พร้อมกับพื้นที่อีก 99 ไร่ ที่เป็นพื้นที่มรดกของพ่อแม่ เริ่มต้นของการหารายได้ก็ไปนำกิ่งไม้ในป่ามาเผาทำเป็นถ่าน กลั่นน้ำส้มควันไปขาย เดือนแรกที่เริ่มทำสามารถเผาถ่านได้ 200 กระสอบ และทำน้ำส้มควันไม้ได้ถึง 400 ลิตร เมื่อนำไปขายก็ได้เงินอยู่หลายหมื่นบาททีเดียว และจากนั้นมาก็ได้เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสานเป็นแบบนี้เรื่อยมา และด้วยความรู้สึกที่ว่าจริงๆ แล้วเมืองไทยเป็นเมืองเกษตรแต่คนที่ทำการเกษตรแบบชาญฉลาดจริงๆ กลับยังไม่มีเกิดขึ้นในประเทศไทย มันเลยเป็นแนวทางที่ลุงเกริก อยากจะแนะนำความรู้ความสามารถที่มีให้กับคนที่ทำการเกษตรทุกๆ คนได้มีแนวทางการทำที่สร้างรายได้และหาเลี้ยงชีพให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืนโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยยากลำบากเหมือนที่ผ่านๆ มา โครงการ คนกล้าฯ มาเยี่ยมถึงบ้าน จึงได้เกิดขึ้นจากจุดประสงค์ตรงนี้

ที่สำคัญนอกจากเรื่องของคนตามชนบทที่ควรจะต้องทำการเกษตรอย่างมีหลักการไม่การทำตามมีตามเกิดเหมือนในอดีตที่ผ่านมาแล้ว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จำเป็นที่จะต้องเข้าไปช่วยสนับสนุนในการทำเกษตรด้วยเช่นเดียวกัน เพราะต่อให้จะมีคนทำการเกษตรแบบชาญฉลาดแค่ไหน แต่ถ้าหากขาดปัจจัยทางด้านการสนับสนุน ก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน ลุงเกริกจึงหวังว่าเมื่อเขาไดให้ความรู้ด้วยการไปเยี่ยมเยียนถึงบ้านแล้ว ก็น่าจะทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากกันได้มากขึ้นกว่าเดิม

รักถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน

 

beloved-hometown

บ้าน เป็นสถานที่ที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต เป็นที่ให้ความสงบ ร่มเย็น กันแดดกันฝนและอันตรายจากสิ่งต่างๆ พร้อมยังได้รับไออุ่น และมีความสุขในด้านต่างๆ จากบุคคลในครอบครัว ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราจะได้รับจากบ้านของเรานั่นเอง แต่เนื่องจากในปัจจุบันสังคมมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างมาก จากสังคมเกษตรกรรม กลายเป็นสังคมแห่งเทคโนโลยี มีความเจริญมากยิ่งขึ้น จึงทำให้มีคนจำนวนมากเกิดการย้ายถิ่นฐานจากสังคมต่างจังหวัด เข้าสู่สังคมเมือง ทั้งนี้ก็เพื่อความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ หรือมีความหวังที่จะสามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองและครอบครัวที่ดีขึ้น

บ้านเกิด ก็คือถิ่นฐานเดิมตั้งแต่เกิดที่เราได้เกิดมาตั้งแต่เล็กๆ และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ต่อไปในอนาคตนั่นเองครับ ซึ่งแน่นอนว่าเราย่อมจะต้องมีความผูกพันธ์กับสิ่งที่เรารักและอยู่ตั้งฐานกันมานาน ถึงแม้ว่าจะย้ายไปตั้งถิ่นฐานหรือทำงานที่ใดก็ตาม เพื่อความเจริญก้าวหน้า แต่ทุกคนก็อยากที่จะย้อนกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความสุขในการใช้ชีวิต และเมื่อกลับไปแล้ว ก็อยากที่จะพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองให้มีความเจริญมากขึ้น เพราะทุกคน รักบ้านเกิด นั่นเองครับ

         รักบ้านเกิด ภูมิใจในความเป็นตัวเรา

ผู้ที่มีการย้ายถิ่นฐานเพื่อเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่นั้น แน่นอนเลยว่าต้องเกิดความอ้างว้าง ขาดญาติมิตร หลายคนจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มอย่างเหนียวแน่น เพื่อความอบอุ่น รู้สึกเหมือนอยู่กับคนในครอบครัวของเรา และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านต่างๆ ความรู้สึกนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อคนไทยไปอยู่ในต่างประเทศ จะมีการรวมตัวกันอย่างหนาแน่นมาก ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และมีความภูมิใจและรักบ้านเกิดอย่างประเทศไทยของเราเป็นอย่างมาก

development-homeland

           รักบ้านเกิดและกลับมาพัฒนาบ้านเกิด

มีอีกหลายคน ที่ไปได้ดี มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมากเมื่อไปอยู่ในต่างถิ่น แล้วเมื่อเขาเหล่านั้นย้อนกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ก็นำวิชาความรู้ รวมเข้ากับความสามารถของตนเอง ช่วยผลักดันให้สังคมในทุกๆ ด้านของบ้านเกิด ให้มีความเจริญมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม หรือด้านทรัพยากรมนุษย์ นำความรู้สิ่งที่ได้ร่ำเรียนมา มาสอน มาฝึก ให้คนในบ้านเกิดมีชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเองครับ เพราะเรารักบ้านเกิด เราต้องพัฒนาบ้านเกิดให้ดียิ่งขึ้น

คนเรา มีวิธีการในการแสดงออกถึงความรักบ้านเกิดที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะแค่มีความภูมิใจในบ้านเกิดอย่างเปี่ยมล้น บางคนอาจจะนำความรู้กลับมาใช้พัฒนาบ้านเกิดให้ดียิ่งๆขึ้นไป หรือบางคนอาจใช้วิธีอื่นที่แตกต่างกันออกไปจากนี้ แต่ทุกคนก็มีมีความรู้สึกเดียวกัน นั้นคือ รักบ้านเกิด

สำนึกรักบ้านเกิดสิ่งสำคัญห้ามทิ้งเด็ดขาด

hqdefault
จุดกำเนิดของคนเราทุกคนนั้นย่อมมาจากที่เดียวกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในฐานะไหน ก็ต้องมีพ่อแม่กันทั้งสิ้น และ อย่างที่พ่อแม่ทุกคนทำซึ่งไม่ว่าจะยากจนขนาดไหนก็ไม่มีทางปล่อยให้ลูกลำบากเด็ดขาด ถึงแม้จะมีเรื่องร้ายแรงขนาดไหน บ้านเกิดหลังนี้ก็ยังสามารถเป็นที่พึ่งพาของลูกได้เสมอ ส่งเสียจนจบการศึกษาดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเราก็ไม่ควรทิ้งบ้านเกิดหลังนี้ เพราะเมื่อเราโตขึ้นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็มีมากขึ้นเหมือนกันอย่างอายุของท่านก็เยอะตามไปด้วย การปล่อยให้คนแก่อยู่บ้านตามลำพังนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยครับ เพราะด้วยกำลังแล้วก็ไม่สามารถทำงานหนักๆ ได้ ยิ่งขาดกำลังใจด้วยแล้วยิ่งทำให้รู้ศึกหดหู่ แต่ถ้าไม่มีลูกหลานอยู่ใกล้ด้วยแล้วยิ่งแย่ แต่ความจำเป็นต่อหน้าที่การงานก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ถึงเราจะไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้บ่อยก็ไม่ควรขาดการติดต่อเป็นเวลานานๆ เพราะพ่อแม่ทุกคนย่อมคิดถึง และ เป็นห่วงลูกๆ เสมอ ยิ่งการโทรสมัยนี้แล้วไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะเราสามารถโทรผ่านโทรศัพท์ทั้งบ้านและ มือถือได้แล้วจึงเป็นเรื่องง่าย และ ควรทำอย่างยิ่งที่ ถึงวันหยุดยาวก็กลับมาหาท่านบ้าง ซึ่งไม่ใช่แค่คนเท่านั้นที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ของใช้ก็เช่นกัน ควรหมั่นดูแลรักษาห้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ สิ่งไหนที่ซ่อมได้ก็ซ่อม สิ่งไหนที่ควรเปลี่ยนก็เปลี่ยน เพราะถ้าเราไม่ทำแล้ว รอให้ผู้สูงอายุทำแล้วมันเป็นความยากลำบากมาก เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ต้องมีที่ซื้อโดยเฉพาะ ซึ่งถ้าเป็นวัยรุ่นอย่างเราทำนั้นมันเป็นเพียงแค่ขับรถไปตามถนนแล้วอ่านป้ายหน้าร้านเท่านั้น ก็สามารถหาซื้ออุปกรณ์เหล่านั้นได้แล้ว ไม่ยากลำบากอะไรเลย